'เกริกไกร' หวั่น 4 ห้างยักษ์ผูกขาดค้าปลีกดันร่าง กม.เข้า ครม.อังคารนี้

 “เกริกไกร” ยัน 27 มี.ค.นี้ พ.ร.บ.ค้าปลีกฯ เข้า ครม.แน่ คาดบังคับใช้ ก.ค.นี้ นักวิชาการชี้ทาง 3 รอดโชห่วยไทยเน้นปรับปรุงบริการ ขณะที่ "กรมการค้าภายใน" หวั่นค้าปลีกยักษ์ 4 รายแย่งอำนาจรัฐคุมค้าปลีก

นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาเรื่อง “ร่วมมือร่วมใจ..พัฒนาค้าปลีกไทย” ครั้งที่ 2 จัดโดยกรมพัฒนากิจการค้าร่วมกับบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในโอกาสครบรอบ 36 ปีเนชั่น ที่โรงแรมสีมาธานี จ.นครราชสีมา โดยมีผู้ร่วมสัมมนา 300 คน ว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ..อยู่ในสำนักเลขาธิการ ครม.จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันที่ 27 มี.ค.น Standardี้

ทั้งนี้ หากผ่านความเห็นชอบก็จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ใช้เวลา 1 - 2 เดือน จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หากผ่านความเห็นชอบคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในเดือนกรกฎาคมนี้

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเป็นการกำหนดกติกา ให้การทำธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ซึ่งผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วย จะต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการค้า และในขณะที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ ยอมรับว่าไม่สามารถบังคับให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่หยุดการขยายตัวได้ เพราะหากธุรกิจดังกล่าวมีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ก็สามารถทำธุรกิจต่อไปได้

ภายหลังกฎหมายบังคับใช้แล้ว จะมีการออกประกาศกระทรวงอีกรอบว่า ธุรกิจใดอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ ขณะนี้มีข้อกังวลกันมาก ในธุรกิจขายสุขภัณฑ์ ปั๊มน้ำมันที่เกรงว่า จะเข้าข่ายกฎหมายนี้ ซึ่งยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง

นายเกริกไกร กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในปัจจุบันมีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 15% ของจีดีพี มีการจ้างงานรวม 15% ของการจ้างงานทั้งหมด แต่ในจำนวนนี้เป็นธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เป็นส่วนใหญ่ แต่มีผู้ประกอบการเพียง 4 ราย หรือเรียกว่า “บิ๊กโฟร์” ที่มีสาขาทั่วประเทศ ขณะที่ค้าปลีกขนาดเล็กมีจำนวน 3 แสนราย แต่มีมูลค่ารวมเพียง 1.7 แสนล้านบาท และไม่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวอีก ทำให้อนาคตวงจรธุรกิจนี้ น่าเป็นห่วงว่าจะถูกผูกขาดโดยรายใหญ่ไม่กี่ราย

นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรจะตระหนักถึงปัญหานี้ด้วย เพราะหากผู้บริโภคเห็นแก่สินค้าราคาถูก จนทำให้ระบบการแข่งขันหายไป ภาระต้นทุนทางธุรกิจจะตกแก่ผู้บริโภคทันที เพราะไม่มีการแข่งขันอีกต่อไป ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการกำหนดเงื่อนไขอะไรก็ได้ ซึ่งผู้บริโภคต้องมองประเด็นนี้ในระยะยาว

ผมทำงานมา 6 เดือน มีเป้าหมายการทำงานหลายอย่าง และคิดว่าสำเร็จไปบ้างแล้ว อย่างการค้าบนพื้นฐานกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตอนนี้อยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งจะต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด จะไม่ยอมให้กฎหมายนี้ตกไป และยังจะเสริมเขี้ยวเล็บให้กฎหมายแข่งขันทางการค้า และจะผลักดัน พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่งให้ได้” นายเกริกไกร กล่าว

สำหรับปัญหาค้าปลีกค้าส่งที่เกิดขึ้นยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเสรี เพื่อแก้ไขปัญหาฟองสบู่แตก โดยลืมคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และยังถูกซ้ำเติมด้วยการละเลยปัญหาในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาจนทำให้เกิดปัญหาค้าปลีกค้าส่ง เพราะขาดกติกาการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แต่รัฐบาลชุดนี้มั่นใจว่าได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายอย่างรอบคอบ และมีการศึกษาโดยละเอียดมาแล้ว จึงมั่นใจว่าไม่น่าจะมีการวิจารณ์หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้

ก่อนหน้าการสัมมนามีกลุ่มผู้ค้าปลีกรายย่อยใน จ.นครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 20 คน มาให้กำลังใจนายเกริกไกร และขอให้เร่งออก พ.ร.บ.ค้าปลีก ค้าส่ง

ผู้บริโภคพร้อมเข้าโชวห่วยหากปรับบริการ

นายพีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกไทยและเฟรนไชส์สากล มหาวิยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยจำนวน 400 ราย พบว่า 40% ตอบว่าเตรียมปิดกิจการเร็วๆ นี้ เนื่องจากได้รับผลกระทบ จากการขยายตัวของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

ส่วนการสอบถามผู้บริโภคพบว่า 86% ยังซื้อสินค้าจากตลาดสดและร้านโชวห่วย เพราะอยู่ใกล้ที่พัก มีโอกาสซื้อสินค้าได้ง่าย ขณะที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และจากผลสำรวจนี้พบว่าผู้บริโภคจะใช้บริการโชวห่วย แต่ในด้านมูลค่าการซื้อสินค้า จะซื้อจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่มากกว่าหลายเท่าตัว

จะเห็นว่าโชวห่วยยังมีโอกาสรอด เพราะตอนนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่สินค้า แต่อยู่ที่บริการ ความสะดวกสบาย ซึ่งโชวห่วยมีแต้มต่อความใกล้ชิดชุมชน สามารถช่วงชิงโอกาสการซื้อสินค้าได้มากกว่า แต่โชวห่วยต้องปรับตัว ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งนี้ 98% ผู้บริโภคยังพอใจที่จะใช้บริการโมเดิร์นเทรด แต่ผู้บริโภค 90% ก็พร้อมจะกลับมาใช้บริการของโชวห่วยหากมีการปรับตัว” นายพีระพงษ์ กล่าว

สำหรับแนวทางการปรับตัว จากการสำรวจผู้บริโภค ต้องการร้านค้าที่มีคุณสมบัติ 3 ประการ ได้แก่ ความสะดวกสบาย การตกแต่งบรรยากาศภายในร้านให้น่าซื้อ และสามารถได้รับสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มกับค่าของเงิน

พาณิชย์หวั่น 4 ยักษ์ค้าปลีกคุมตลาดเบ็ดเสร็จ

นางวัชรี วิมุกตายน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ปัญหาค้าปลีกค่าส่งปัจจุบันเกิดจากการขาดกฎหมายมาควบคุมมาเป็นเวลานาน 5 - 6 ปีแล้ว จนเกิดปัญหาการแข่งขันไม่เป็นธรรม ทำให้ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ขยายตัว จนมีอำนาจควบคุมตลาดส่วนใหญ่ได้ หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะทำให้ค้าปลีกรายใหญ่ 4 ราย มีอำนาจควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ แทนที่อำนาจการควบคุมธุรกิจค้าปลีกค้าส่งจะเป็นหน้าที่ของรัฐ และในแง่ผู้บริโภคธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ กำลังกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเกินความพอดี ด้วยแผนการตลาดต่างๆ ซึ่งจะเป็นปัญหาทางสังคมต่อไป

รุกสร้างเครือข่ายโชวห่วย

นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาธุรกิจขนาดย่อยในปีนี้ กรมกำหนดไว้ 2 แนวทาง คือ

1.การให้ความรู้เพื่อสร้างการรวมตัวกัน เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย ให้โชวห่วยสามารถช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน และสร้างอำนาจการต่อรองทางการค้า

2.การแก้ปัญหาค้าปลีกรายย่อย ที่แตกต่างกันในแต่ละราย กรมฯได้ตั้งคลินิกให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการแต่ละราย โดยเน้นการศึกษาและแก้ปัญหาในเชิง

นอกจากนี้ กรมยังมีแผนจะเชื่อมโยง ผู้ประกอบการกับสถาบันเงิน เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) และธนาคารออมสิน เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนในการปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขัน

เรียบเรียงจาก :
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 มีนาคม 2550

ติดต่อเรา

contact 01 บริษัท บิสิเนส โค้ช แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด
เลขที่ 356, 358, 360 ชั้น 3 ถ.พระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   
contact 05 02-450-1335, 02-451-4367
mobile081-820-7711, 081-823-0099

  fax icon02-450-1335 #18

 

new logo 300

 

Newsletter

 Facebook icon  youtube icon